Skip to content

ค่าไฟหลักแสน ติดโซล่าเซลล์ขนาดเท่าไหร่? คำนวณอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจและโรงงาน

    ค่าไฟหลักแสน 1

    หากธุรกิจของคุณมี ค่าไฟหลักแสนบาทต่อเดือน สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่เพียงว่า “ค่าไฟแพง” แต่คือทุกเดือนกำลังมีต้นทุนด้านพลังงานก้อนใหญ่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และเมื่อมองเป็นระยะเวลา 1 ปี ตัวเลขนี้อาจกลายเป็นต้นทุนระดับหลักล้านบาทได้

    lp

    สำหรับธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะโรงงาน อาคารสำนักงาน โรงแรม โกดัง หรือสถานประกอบการที่มีเครื่องจักรและระบบปรับอากาศทำงานในช่วงกลางวัน โซลาร์เซลล์จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการบริหารต้นทุนพลังงานในระยะยาว

    แต่เมื่อเริ่มค้นหาข้อมูล หลายคนจะเจอคำถามทันทีว่า

    “ถ้าค่าไฟเดือนละ 100,000 บาท ต้องติดโซลาร์เซลล์กี่ kW?”

    คำตอบที่ถูกต้องคือ ยังไม่สามารถบอกขนาดระบบจากยอดค่าไฟเพียงอย่างเดียวได้

    เพราะค่าไฟ 100,000 บาทของโรงงานหนึ่ง อาจเกิดจากการใช้ไฟในช่วงกลางวันเป็นหลัก ขณะที่อีกโรงงานหนึ่งมีการใช้ไฟในช่วงกลางคืนมากกว่า แม้ยอดค่าไฟใกล้เคียงกัน แต่ขนาดระบบ Solar ที่เหมาะสม รวมถึงความคุ้มค่าของ Battery อาจแตกต่างกันอย่างมาก

    แนวคิดสำคัญที่อยากให้จำไว้คือ

    ค่าไฟเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าควรติดโซลาร์เซลล์เท่ากัน

    การออกแบบระบบที่ดีจึงควรเริ่มจากข้อมูลการใช้ไฟจริง แล้วจึงย้อนกลับมาหาขนาด Solar ที่เหมาะสม

    สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการประเมินอย่างเป็นระบบ Sunnergy สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟ ออกแบบขนาดระบบ และประเมินความเหมาะสมของโซลาร์เซลล์ให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริงของแต่ละหน้างาน

    ค่าไฟหลักแสน ติดโซล่าเซลล์ขนาดเท่าไหร่?

    ค่าไฟหลักแสน 4

    หากต้องการคำตอบแบบสั้นที่สุดคือ อาจอยู่ในช่วงหลักหลายสิบถึงหลักร้อย kW ได้ แต่ไม่ควรกำหนดขนาดจากค่าไฟเพียงอย่างเดียว

    ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีค่าไฟประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน อาจใช้ไฟประมาณ 20,000–30,000 kWh ต่อเดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทอัตราค่าไฟฟ้า ช่วงเวลาที่ใช้ไฟ ค่า Demand และองค์ประกอบอื่น ๆ ในใบแจ้งค่าไฟ

    ดังนั้นขั้นตอนที่ถูกต้องควรเป็น

    ค่าไฟ → kWh → รูปแบบการใช้ไฟ → Load Profile → Solar Size → พลังงานที่ผลิตได้ → พลังงานที่ใช้เอง → เงินที่ประหยัดได้

    ไม่ใช่

    ค่าไฟ 100,000 บาท → ติด Solar 100 kW

    เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

    ค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการยังประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน โดยการไฟฟ้าระบุว่าค่าไฟฟ้ามีทั้งค่าไฟฟ้าฐาน ค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าธุรกิจบางประเภทมีโครงสร้างค่า Demand และอัตราตามช่วงเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

    ดังนั้น ยอดเงินบาทบนใบแจ้งค่าไฟไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่ใช้กำหนดขนาด Solar

    จากค่าไฟต้องดูอะไรต่อ? ทำความเข้าใจ kWh กับ kW แบบง่าย ๆ

    สองคำที่มักสร้างความสับสนคือ kW และ kWh

    kW คืออะไร?

    kW หรือกิโลวัตต์ ใช้บอก “กำลัง” ของระบบ

    เช่น Solar ขนาด 100 kW หมายถึงระบบมีขนาดกำลังติดตั้งรวม 100 kW

    kWh คืออะไร?

    kWh หรือกิโลวัตต์-ชั่วโมง ใช้บอก “ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หรือผลิต”

    ตัวอย่างง่าย ๆ หากอุปกรณ์ใช้กำลัง 10 kW และทำงานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง จะใช้พลังงานประมาณ 20 kWh

    สำหรับการออกแบบ Solar เราจึงต้องดูว่า

    ธุรกิจใช้ไฟกี่ kWh ต่อเดือน และใช้ไฟในเวลาใด

    จากนั้นจึงค่อยประเมินว่า Solar ขนาดหนึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเท่าไร

    ตัวอย่าง: ถ้าค่าไฟประมาณ 100,000 บาท ต้องเริ่มคำนวณอย่างไร?

    สมมติว่าธุรกิจแห่งหนึ่งมีค่าไฟประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน

    สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่เลือกแผง Solar แต่คือหยิบใบแจ้งค่าไฟย้อนหลังขึ้นมาดู

    สมมติว่าพบว่ามีการใช้ไฟประมาณ 30,000 kWh/เดือน

    เท่ากับประมาณ

    30,000 × 12 = 360,000 kWh/ปี

    จากนั้นจึงดูต่อว่าไฟจำนวนดังกล่าวถูกใช้ในช่วงเวลาใด

    ถ้าธุรกิจทำงานประมาณ 08.00–17.00 น. และมีเครื่องจักรหรือระบบปรับอากาศทำงานในช่วงกลางวันเป็นหลัก Solar ที่ผลิตไฟในเวลากลางวันก็มีโอกาสถูกนำมาใช้ภายในกิจการได้มาก

    แต่ถ้าธุรกิจใช้ไฟหนักในเวลากลางคืน การติด Solar ขนาดใหญ่มากอาจไม่ได้ทำให้เกิดการประหยัดตามสัดส่วนของกำลังติดตั้ง เพราะช่วงเวลาที่ Solar ผลิตไฟกับช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟสูงไม่ตรงกัน

    นี่คือเหตุผลที่ Load Profile มีความสำคัญกว่ายอดค่าไฟเพียงตัวเดียว

    ขนาด Solar ผลิตไฟได้เท่าไหร่?

    กำลังผลิตจริงของ Solar ไม่ได้เท่ากับตัวเลข kW ที่ติดตั้งตลอดทั้งวัน

    Solar 100 kW จะไม่ได้ผลิต 100 kW ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เพราะกำลังผลิตเปลี่ยนไปตามความเข้มแสง อุณหภูมิ ทิศทางและมุมของแผง เงาบัง ความสูญเสียในระบบ และสภาพอากาศ

    ในงานประเมินเบื้องต้น ระบบ Solar Rooftop ในประเทศไทยอาจใช้ค่าผลผลิตเฉลี่ยระดับประมาณ 1,300–1,600 kWh ต่อ kWp ต่อปี เป็นกรอบสำหรับทำความเข้าใจได้ แต่ค่าจริงของแต่ละหน้างานอาจแตกต่างกัน จึงควรใช้ข้อมูลจากการสำรวจพื้นที่และการจำลองระบบจริงในการออกแบบ

    ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ:

    Solar 100 kWp

    อาจผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ

    130,000–160,000 kWh/ปี

    หรือเฉลี่ยประมาณ

    10,800–13,300 kWh/เดือน

    ตัวเลขนี้เป็นเพียงการประมาณเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ค่าผลผลิตที่รับประกัน เพราะระบบจริงมีปัจจัยด้านพื้นที่ ทิศทาง เงาบัง อุณหภูมิ และอุปกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

    ดังนั้น หากกิจการใช้ไฟ 30,000 kWh/เดือน การติด Solar 100 kWp ไม่ได้หมายความว่าจะลดการซื้อไฟจากการไฟฟ้าได้ 100% ของ 30,000 kWh

    ต้องดูต่อว่าไฟ Solar ที่ผลิตขึ้นมา ถูกใช้ภายในกิจการทันทีมากแค่ไหน

    ตัวอย่างขนาด Solar สำหรับธุรกิจที่มีค่าไฟระดับต่าง ๆ

    ตารางด้านล่างเป็นเพียง ตัวอย่างสำหรับทำความเข้าใจแนวทางการประเมิน ไม่ใช่สูตรตายตัวหรือใบเสนอราคา

    ค่าไฟต่อเดือนการใช้ไฟตัวอย่างขนาด Solar ที่อาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นประเมินเหมาะกับใคร
    50,000 บาทประมาณ 15,000 kWh/เดือนประมาณ 40–70 kWpธุรกิจขนาดเล็ก–กลางที่ใช้ไฟกลางวัน
    100,000 บาทประมาณ 30,000 kWh/เดือนประมาณ 80–150 kWpโรงงาน/ธุรกิจที่มีโหลดกลางวันค่อนข้างสูง
    150,000 บาทประมาณ 45,000 kWh/เดือนประมาณ 120–200 kWpธุรกิจหรือโรงงานที่มีโหลดต่อเนื่อง
    200,000 บาทขึ้นไป60,000 kWh/เดือนขึ้นไปอาจเกิน 150–250 kWpโรงงานและอาคารที่มีการใช้ไฟสูง

    หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเชิงวิศวกรรมเพื่อให้เห็นช่วงขนาดของระบบเท่านั้น ขนาดจริงต้องคำนวณจากหน่วยไฟฟ้า Load Profile พื้นที่ติดตั้ง ทิศทางหลังคา เงาบัง ระบบไฟฟ้า และเป้าหมายการใช้พลังงานของแต่ละสถานประกอบการ

    ดังนั้นอย่าใช้ตารางนี้เพื่อสรุปว่า “ค่าไฟ 100,000 บาท = ต้องติด 100 kW”

    เพราะอาจไม่ถูกต้องสำหรับหน้างานของคุณ

    ทำไมคนค่าไฟเท่ากัน อาจติดโซลาร์เซลล์ไม่เท่ากัน?

    นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการออกแบบ Solar สำหรับธุรกิจ

    โรงงาน A ใช้ไฟหนักช่วงกลางวัน

    โรงงาน A ทำงานตั้งแต่ 08.00–17.00 น. เครื่องจักรทำงานเกือบตลอดเวลาทำการ

    Solar ผลิตไฟในช่วงเวลาเดียวกับที่โรงงานใช้ไฟ

    กรณีนี้มีโอกาสใช้พลังงาน Solar ภายในโรงงานได้สูง จึงอาจออกแบบระบบ On-Grid ที่มีขนาดค่อนข้างเหมาะสมกับโหลดกลางวัน

    โรงงาน B ใช้ไฟหนักช่วงกลางคืน

    โรงงาน B ทำงาน 24 ชั่วโมง หรือมี Night Shift ที่ใช้ไฟจำนวนมาก

    แม้ค่าไฟรวมอาจใกล้เคียงกับโรงงาน A แต่ Solar จะผลิตไฟหลักในเวลากลางวัน

    ถ้าติด Solar ใหญ่เกินไป อาจมีไฟส่วนหนึ่งผลิตออกมาในช่วงที่โหลดต่ำ

    กรณีนี้อาจต้องพิจารณาการจัดการโหลดหรือ Battery เพิ่มเติม แต่ต้องคำนวณความคุ้มค่าก่อนเสมอ

    ธุรกิจ C ใช้ไฟตามเวลาทำการ

    สำนักงาน โรงแรม หรือธุรกิจบางประเภทอาจมีรูปแบบการใช้ไฟแตกต่างจากโรงงาน เช่น แอร์ทำงานหนักช่วงกลางวัน แต่โหลดบางส่วนเพิ่มขึ้นในช่วงเย็น

    ระบบจึงควรออกแบบให้สัมพันธ์กับรูปแบบการใช้ไฟจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะยอดรวมต่อเดือน

    Load Profile คืออะไร และทำไมสำคัญกว่าค่าไฟ?

    Load Profile คือรูปแบบการใช้ไฟในแต่ละช่วงเวลา

    พูดง่าย ๆ คือเรากำลังถามว่า

    “ในแต่ละชั่วโมง ธุรกิจของเราใช้ไฟมากหรือน้อยแค่ไหน?”

    ตัวอย่างเช่น

    • 00.00–06.00 น. ใช้ไฟต่ำ
    • 08.00–12.00 น. ใช้ไฟสูง
    • 13.00–17.00 น. ใช้ไฟสูง
    • 18.00–22.00 น. ใช้ไฟลดลง

    ถ้าเส้นการใช้ไฟสูงตรงกับช่วงที่ Solar ผลิตไฟได้ดี ระบบก็มีโอกาสใช้ Solar ได้มากโดยไม่ต้องพึ่ง Battery

    แต่ถ้าเส้นการใช้ไฟสูงเกิดขึ้นหลังพระอาทิตย์ตก การออกแบบจะต้องพิจารณาเรื่องการจัดการโหลดหรือระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติม

    ค่าไฟหลักแสนควรเลือก On-Grid หรือ Hybrid?

    ค่าไฟหลักแสน 3

    ไม่มีระบบใดดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ

    ต้องเลือกจากวัตถุประสงค์และพฤติกรรมการใช้ไฟ

    Solar On-Grid

    เหมาะกับธุรกิจที่มีการใช้ไฟช่วงกลางวันสูง

    Solar จะผลิตไฟเพื่อใช้กับโหลดภายในอาคารก่อน ส่วนไฟจากการไฟฟ้ายังทำหน้าที่จ่ายส่วนที่ Solar ผลิตไม่พอ

    จุดเด่นคือระบบมีโครงสร้างไม่ซับซ้อนเท่าระบบที่มี Battery และโดยทั่วไปเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการลดการซื้อไฟในช่วงกลางวัน

    Solar Hybrid

    Hybrid เป็นระบบที่สามารถบริหารพลังงานระหว่าง Solar, โหลด, Battery และ Grid ได้

    เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการบริหารพลังงานละเอียดขึ้น เช่น ต้องการเก็บพลังงาน Solar ไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแดด หรือมีความต้องการด้านการสำรองไฟ

    อย่างไรก็ตาม Hybrid ไม่ได้แปลว่า “คุ้มกว่า On-Grid เสมอ”

    ต้องดูว่าพลังงานที่ Battery จะเก็บและนำกลับมาใช้สามารถสร้างมูลค่าหรือประหยัดค่าไฟได้มากพอเมื่อเทียบกับเงินลงทุนหรือไม่

    Battery Storage

    Battery เหมาะกับบางกรณี เช่น

    • ใช้ไฟสูงช่วงกลางคืน
    • ต้องการย้ายพลังงานจากกลางวันไปใช้ช่วงอื่น
    • ต้องการบริหาร Peak Demand
    • ต้องการระบบสำรองไฟสำหรับโหลดสำคัญ

    แต่ถ้าธุรกิจใช้ไฟกลางวันอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ การเพิ่ม Battery อาจไม่ได้มีความจำเป็นเสมอไป

    สิ่งสำคัญคืออย่าเริ่มจากคำถามว่า “ต้องติด Battery กี่ kWh?” แต่ควรเริ่มจาก “เราต้องการแก้ปัญหาอะไรด้วย Battery?”

    ค่าไฟหลักแสน ติดโซลาร์เซลล์แล้วคืนทุนกี่ปี?

    สูตรพื้นฐานที่ใช้ทำความเข้าใจได้คือ

    ระยะคืนทุนโดยประมาณ = เงินลงทุน ÷ เงินที่ประหยัดได้ต่อปี

    ตัวอย่างสมมติ หากระบบมีต้นทุน 2,500,000 บาท และประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ย 500,000 บาทต่อปี

    ระยะคืนทุนเชิงง่ายจะอยู่ที่ประมาณ

    2,500,000 ÷ 500,000 = 5 ปี

    แต่ในงานจริงไม่ควรใช้สูตรนี้เพียงอย่างเดียวแล้วสรุปว่าจะคืนทุน 5 ปีแน่นอน

    เพราะผลประหยัดจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

    • ปริมาณไฟที่ Solar ผลิตได้จริง
    • สัดส่วนไฟที่ใช้เอง
    • ค่าไฟและโครงสร้างอัตราค่าไฟ
    • ช่วงเวลาที่ใช้ไฟ
    • ค่า Demand ในกรณีที่เกี่ยวข้อง
    • ราคาติดตั้ง
    • การบำรุงรักษา
    • ประสิทธิภาพของระบบในระยะยาว

    ดังนั้นการประเมิน Solar คืนทุนกี่ปี ควรทำจากข้อมูลของหน้างานจริงมากกว่าการใช้ตัวเลขเฉลี่ยจากอินเทอร์เน็ต

    กรณีศึกษา: ธุรกิจค่าไฟประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน

    ลองสมมติว่ามีโรงงานแห่งหนึ่งมีค่าไฟประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน

    ขั้นตอนการออกแบบอาจเป็นดังนี้

    1. เริ่มจากใบแจ้งค่าไฟ

    ตรวจสอบค่าไฟย้อนหลังและดูจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริง

    สมมติว่าการใช้ไฟอยู่ที่ประมาณ 30,000 kWh/เดือน

    2. วิเคราะห์ช่วงเวลาการใช้ไฟ

    พบว่าโรงงานทำงานวันจันทร์–เสาร์ เวลา 08.00–17.00 น. และเครื่องจักรหลักทำงานในช่วงกลางวัน

    แปลว่า Solar มีโอกาสทำงานสอดคล้องกับโหลดค่อนข้างดี

    3. ประเมินพื้นที่หลังคา

    ตรวจสอบว่าหลังคามีพื้นที่เพียงพอหรือไม่ รวมถึง

    • ทิศทาง
    • มุมหลังคา
    • เงาจากอาคาร
    • โครงสร้างหลังคา
    • ตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์
    • เส้นทางเดินสายไฟ

    4. จำลองขนาด Solar หลายทางเลือก

    แทนที่จะเลือกเพียงขนาดเดียว อาจเปรียบเทียบ เช่น

    80 kWp / 100 kWp / 150 kWp

    แล้วดูว่าแต่ละขนาดผลิตไฟได้เท่าไร และมีสัดส่วนที่โรงงานสามารถใช้เองได้เท่าไร

    5. ประเมินเงินที่ประหยัด

    นำพลังงาน Solar ที่คาดว่าจะใช้เองมาประเมินร่วมกับโครงสร้างค่าไฟของโรงงาน

    ไม่ควรใช้เพียง “กำลัง Solar × ค่าไฟเฉลี่ย” เพราะจะทำให้ผลคำนวณคลาดเคลื่อนได้

    6. คำนวณผลตอบแทน

    เมื่อทราบราคาติดตั้งและผลประหยัดโดยประมาณแล้ว จึงคำนวณ

    เงินลงทุน → เงินประหยัดต่อปี → ระยะคืนทุน → ผลตอบแทนตลอดอายุโครงการ

    กระบวนการนี้จะทำให้เจ้าของกิจการเห็นภาพว่าควรติดระบบขนาดไหน ไม่ใช่เพียงรู้ว่า “หลังคาติด Solar ได้กี่ kW”

    ก่อนติด Solar ธุรกิจควรเตรียมข้อมูลอะไร?

    ค่าไฟหลักแสน 2

    หากต้องการให้วิศวกรประเมินขนาดระบบได้แม่นยำขึ้น ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย

    1. ใบค่าไฟย้อนหลัง

    ควรมีข้อมูลหลายเดือน เพื่อดูว่าการใช้ไฟสม่ำเสมอหรือเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล

    2. จำนวนหน่วยไฟฟ้า kWh

    ตัวเลขนี้สำคัญกว่ายอดค่าไฟเพียงอย่างเดียว เพราะใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์พลังงาน

    3. ช่วงเวลาที่ใช้ไฟสูง

    เช่น ใช้ไฟมากช่วง 08.00–17.00 น. หรือใช้ไฟต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

    4. เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ไฟสูง

    เช่น

    • เครื่องจักรผลิต
    • Chiller
    • Air Compressor
    • ระบบปรับอากาศ
    • ปั๊มน้ำ
    • ห้องเย็น
    • EV Charger

    ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่าโหลดหลักของธุรกิจอยู่ตรงไหน

    5. ข้อมูลระบบไฟฟ้า

    เช่น ระบบ 1 เฟสหรือ 3 เฟส ระดับแรงดัน และข้อมูล Main Distribution Board ที่เกี่ยวข้อง

    6. ข้อมูลหลังคา

    ควรตรวจสอบพื้นที่จริง รวมถึงทิศทาง เงาบัง และสภาพโครงสร้างก่อนกำหนดจำนวนแผง

    ต้องมีหลังคาเท่าไหร่สำหรับ Solar?

    พื้นที่ติดตั้งขึ้นอยู่กับกำลังของแผงและรูปแบบการจัดวาง

    ในปัจจุบันแผง Solar มีหลายขนาดและหลายกำลัง ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดพื้นที่จากสูตรเดียวตายตัว

    ในขั้นประเมินเบื้องต้น ระบบระดับ 100 kWp อาจต้องใช้พื้นที่หลังคาหลายร้อยตารางเมตร แต่พื้นที่จริงต้องเผื่อระยะเดินซ่อมบำรุง ระยะห่างระหว่างแถว ตำแหน่งสิ่งกีดขวาง และข้อจำกัดของหลังคาด้วย

    ดังนั้น พื้นที่หลังคาเพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าติดแผงได้เต็มพื้นที่ทั้งหมด

    การติด Solar สำหรับโรงงานต้องดูอะไรเพิ่มเติม?

    สำหรับโรงงานหรือธุรกิจที่ใช้ไฟสูง การออกแบบไม่ได้จบแค่การวางแผงบนหลังคา

    ต้องพิจารณาระบบไฟฟ้าด้วย เช่น

    • จุดเชื่อมต่อระบบ
    • Inverter
    • Main Distribution Board
    • สายไฟ AC/DC
    • Protection
    • ระบบ Grounding
    • การประสานงานกับระบบไฟฟ้าเดิม
    • ความสามารถของโครงสร้างหลังคา
    • การบำรุงรักษาในอนาคต

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อกำหนดและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง Solar Rooftop ตามประเภทโครงการและขนาดระบบด้วย โดยสำนักงาน กกพ. มีข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop และการผลิตไฟฟ้าบนหลังคาเผยแพร่ไว้โดยตรง

    วิธีเลือกขนาด Solar ที่เหมาะ ไม่ใช่เลือกขนาดที่ใหญ่ที่สุด

    หลายคนคิดว่า

    “ถ้าค่าไฟสูง ก็ติด Solar ให้ใหญ่ที่สุดที่หลังคารับได้”

    แต่ในทางเศรษฐศาสตร์พลังงาน วิธีคิดนี้ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด

    ระบบที่ใหญ่ขึ้นหมายถึงเงินลงทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ไฟที่ผลิตได้อาจไม่ได้ถูกนำมาใช้เองทั้งหมด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีโหลดต่ำในช่วงกลางวัน

    การออกแบบที่เหมาะสมจึงควรเปรียบเทียบหลายขนาด เช่น

    ขนาดเล็ก → ขนาดกลาง → ขนาดใหญ่

    แล้วพิจารณาร่วมกันว่า

    • ผลิตไฟได้เท่าไร
    • ใช้เองได้เท่าไร
    • ลดการซื้อไฟได้เท่าไร
    • ต้องลงทุนเท่าไร
    • คืนทุนประมาณกี่ปี
    • มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือระบบไฟฟ้าหรือไม่

    สุดท้ายขนาดที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ขนาดที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นขนาดที่ตอบโจทย์ทั้ง การใช้พลังงานและเป้าหมายทางการเงิน

    FAQ: คำถามที่พบบ่อยเรื่องค่าไฟหลักแสนกับ Solar

    ค่าไฟ 100,000 บาท ติดโซลาร์เซลล์กี่ kW?

    ไม่มีขนาดตายตัว ต้องดูจำนวน kWh ที่ใช้จริง ช่วงเวลาการใช้ไฟ Load Profile พื้นที่หลังคา และเป้าหมายของระบบก่อน โดยในบางกรณีอาจอยู่ระดับหลายสิบถึงหลักร้อย kWp

    ค่าไฟหลักแสนควรติด Solar On-Grid หรือ Hybrid?

    ถ้าใช้ไฟช่วงกลางวันสูง On-Grid มักเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ส่วน Hybrid เหมาะกับกรณีที่ต้องการบริหารพลังงานร่วมกับ Battery หรือมีโหลดช่วงกลางคืน แต่ต้องคำนวณความคุ้มค่าก่อน

    ติดโซลาร์เซลล์แล้วลดค่าไฟได้กี่เปอร์เซ็นต์?

    ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่ใช้กับทุกโรงงาน ต้องดูสัดส่วนพลังงาน Solar ที่ผลิตแล้วสามารถนำไปใช้เองได้ รวมถึงโครงสร้างค่าไฟและพฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละกิจการ

    ต้องมีพื้นที่หลังคาเท่าไหร่?

    ขึ้นอยู่กับกำลังของแผง การจัดวาง และข้อจำกัดของหลังคา ระบบขนาดใหญ่จึงควรสำรวจพื้นที่จริง ไม่ควรคำนวณจากพื้นที่หลังคารวมเพียงอย่างเดียว

    ค่าไฟสูงควรติด Battery ด้วยหรือไม่?

    ไม่จำเป็นเสมอไป หากธุรกิจใช้ไฟกลางวันสูงอยู่แล้ว On-Grid อาจตอบโจทย์มากกว่า Battery ควรพิจารณาเมื่อมีเหตุผลด้านการย้ายพลังงาน การลด Peak หรือการสำรองไฟที่ชัดเจน

    ต้องใช้ข้อมูลอะไรในการออกแบบระบบ?

    อย่างน้อยควรมีใบค่าไฟย้อนหลัง ข้อมูล kWh ช่วงเวลาการใช้ไฟ เครื่องจักรหรือโหลดหลัก ข้อมูลระบบไฟฟ้า และข้อมูลพื้นที่ติดตั้ง

    โซลาร์เซลล์คืนทุนกี่ปี?

    ขึ้นอยู่กับต้นทุนระบบ ปริมาณไฟที่ผลิตได้ ปริมาณไฟที่ใช้เอง โครงสร้างค่าไฟ และค่าใช้จ่ายระยะยาว จึงควรคำนวณจากข้อมูลจริงของแต่ละหน้างาน ไม่ควรรับประกันระยะคืนทุนจากค่าไฟเพียงตัวเดียว

    สรุป ค่าไฟหลักแสน ไม่ได้แปลว่าต้องติด Solar ขนาดเท่ากัน

    ถ้าคุณกำลังถามว่า “ค่าไฟหลักแสน ติดโซล่าเซลล์ขนาดเท่าไหร่?” สิ่งที่สำคัญกว่าการหาตัวเลข kW จาก Google คือการเข้าใจว่า ยอดค่าไฟเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์

    ควรไล่จาก

    ค่าไฟ → kWh → Load Profile → พื้นที่ → ระบบไฟฟ้า → Solar Size → พลังงานที่ใช้เอง → เงินประหยัด → ระยะคืนทุน

    โดยเฉพาะธุรกิจที่มีค่าไฟประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน การเลือก Solar ขนาด 50, 100, 150 หรือ 200 kWp ไม่ควรตัดสินจากยอดค่าไฟเพียงอย่างเดียว

    เพราะ

    “ค่าไฟเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าควรติดโซลาร์เซลล์เท่ากัน”

    โรงงานที่ใช้ไฟหนักตอนกลางวัน กับโรงงานที่ใช้ไฟหนักตอนกลางคืน อาจมีค่าไฟใกล้กัน แต่ระบบที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันอย่างชัดเจน

    การออกแบบที่ดีจึงไม่ใช่การเลือก “ระบบที่ใหญ่ที่สุด” แต่คือการเลือก “ระบบที่เหมาะกับรูปแบบการใช้ไฟและเป้าหมายทางการเงินมากที่สุด”

    หากต้องการประเมินเบื้องต้น สามารถเตรียมใบค่าไฟย้อนหลังและข้อมูลการใช้ไฟของสถานประกอบการ แล้วให้ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Sunnergy ช่วยวิเคราะห์แนวทาง ขนาดระบบ และความเหมาะสมของ Solar สำหรับหน้างานจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตัดสินใจซื้อระบบทันที

    สนใจติดตั้งโซล่าเซลล์กับ Sunnergy

    เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี! พร้อมสำรวจหน้างานและออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

    ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ 9

    โทร. 061545-5353 /061-660-3555 / 02-048-8991