ค่าไฟร้านอาหาร 5,000–10,000 บาท ติดโซลาร์เซลล์คุ้มไหม? เจาะตัวอย่างค่าไฟ 5,000 / 8,000 / 10,000 บาท พร้อมวิเคราะห์การใช้ไฟกลางวัน On-Grid การประหยัด และระยะคืนทุนแบบมีสมมติฐาน

ถ้าร้านของคุณมีค่าไฟเดือนละ 5,000–10,000 บาท หรือบางเดือนทะลุ 10,000 บาท คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ติดโซลาร์เซลล์ได้ไหม” แต่คือ “ติดแล้วจะช่วยลดค่าไฟได้เท่าไหร่ และกี่ปีถึงคืนทุน?”
สำหรับร้านอาหาร คำถามนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะธุรกิจประเภทนี้มักมีอุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานพร้อมกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น
- เครื่องปรับอากาศ
- ตู้เย็นและตู้แช่
- ตู้แช่แข็ง
- เครื่องทำน้ำแข็ง
- เครื่องดูดควัน
- ปั๊มน้ำ
- ไฟส่องสว่าง
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ในครัว
ที่สำคัญ ร้านอาหารจำนวนมากเปิดตั้งแต่ช่วงสายไปจนถึงช่วงค่ำ จึงมีการใช้ไฟในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่แผงโซลาร์เซลล์กำลังผลิตไฟได้
ดังนั้น โซลาร์เซลล์ร้านอาหาร จึงมีโอกาสช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะเมื่อออกแบบระบบให้สัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ร้านใช้ไฟจริง
ในมุมของ Sunnergy Technology หลักคิดสำคัญในการออกแบบก็ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ค่าไฟเท่านี้ต้องติดกี่ kW?” เพียงอย่างเดียว แต่ควรดู พฤติกรรมการใช้ไฟจริงของร้าน ร่วมกับบิลค่าไฟ โหลดอุปกรณ์ และช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟสูงด้วย
บทความนี้จึงอยากชวนคุณลองคำนวณไปด้วยกันว่า ถ้าร้านมีค่าไฟ 5,000, 8,000 หรือ 10,000 บาทต่อเดือน การติด Solar มีโอกาสช่วยได้มากน้อยแค่ไหน
ค่าไฟร้านอาหาร 5,000–10,000 บาท ติดโซลาร์เซลล์คุ้มไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ มีโอกาสคุ้ม แต่ไม่สามารถตัดสินจากยอดค่าไฟเพียงอย่างเดียว
เหตุผลคือ ค่าไฟ 10,000 บาทของร้านหนึ่ง อาจมีรูปแบบการใช้ไฟแตกต่างจากร้านอีกแห่งอย่างมาก
ลองนึกภาพร้านอาหาร 2 ร้าน
ร้าน A เปิด 10.00–21.00 น. มีแอร์ 3 เครื่อง ตู้แช่ 2 ใบ ตู้เย็นหลายตัว และเครื่องทำน้ำแข็ง ทำให้ใช้ไฟหนักตั้งแต่ 11.00–16.00 น.
ร้าน B เปิด 17.00–23.00 น. ใช้ไฟหนักช่วงเย็นและค่ำเป็นหลัก
แม้ทั้งสองร้านจะจ่ายค่าไฟเดือนละ 10,000 บาทเท่ากัน แต่ร้าน A มีโอกาสใช้ไฟจาก Solar โดยตรงได้มากกว่า เพราะช่วงที่ร้านใช้ไฟสูงตรงกับช่วงที่ Solar ผลิตไฟ
นี่คือเหตุผลที่เวลาประเมิน ติดโซลาร์เซลล์ร้านอาหาร ผมจะอยากรู้มากกว่าแค่ “เดือนหนึ่งจ่ายกี่บาท”
สิ่งที่อยากรู้คือ “ร้านใช้ไฟตอนไหน?”
ทำไมร้านอาหารจึงมีโอกาสเหมาะกับ Solar?
ลองดูช่วงเวลาทำงานของร้านอาหารทั่วไป
ช่วง 10.00–16.00 น. อาจเป็นช่วงที่
- เปิดเครื่องปรับอากาศ
- ตู้แช่และตู้เย็นทำงานต่อเนื่อง
- เครื่องทำน้ำแข็งทำงาน
- เครื่องดูดควันทำงาน
- ปั๊มน้ำทำงาน
- มีการเตรียมวัตถุดิบและประกอบอาหาร
- เปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร้าน
ขณะเดียวกัน Solar ก็ผลิตไฟในช่วงกลางวัน
จึงเกิดสิ่งที่น่าสนใจคือ ไฟที่ Solar ผลิตสามารถนำมาใช้กับโหลดของร้านได้ทันที
ตัวอย่างเช่น
ตอนเที่ยง Solar ผลิตไฟได้ 5 kW แต่ร้านกำลังใช้ไฟอยู่ 8 kW
ในสถานการณ์นี้ ระบบสามารถนำไฟจาก Solar มาใช้กับอุปกรณ์ภายในร้านประมาณ 5 kW ส่วนที่เหลือประมาณ 3 kW จึงค่อยดึงจากระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้า
พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะซื้อไฟจากการไฟฟ้าทั้ง 8 kW ร้านซื้อเพียงส่วนที่ Solar ผลิตไม่พอในขณะนั้น
นี่เป็นหัวใจของระบบ Solar On-Grid
Solar On-Grid คืออะไร และทำไมจึงน่าสนใจสำหรับร้านอาหาร?
Solar On-Grid เป็นระบบที่เชื่อมต่อแผงโซลาร์เซลล์กับ Inverter และระบบไฟฟ้าภายในอาคาร โดยไฟจาก Solar และไฟจากการไฟฟ้าสามารถทำงานร่วมกันตามการใช้ไฟของโหลด
สำหรับร้านอาหารที่ต้องการ ติดโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟ และไม่ได้มีความต้องการสำรองไฟเป็นพิเศษ ระบบนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ
ข้อดีสำคัญคือ โดยหลักแล้วไม่ต้องเพิ่มแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟไว้ใช้ภายหลัง ทำให้ต้นทุนระบบโดยทั่วไปต่ำกว่าระบบที่ต้องมี Battery และโครงสร้างระบบไม่ซับซ้อนเท่า
อย่างไรก็ตาม On-Grid มีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องเข้าใจ
เมื่อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าดับ ระบบ On-Grid ทั่วไปจะหยุดจ่ายไฟเพื่อความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ดังนั้นอย่าเข้าใจว่า “มี Solar แล้วร้านจะมีไฟใช้ตอนการไฟฟ้าดับเสมอ”
ถ้าร้านต้องการให้ตู้แช่ ระบบ POS กล้องวงจรปิด หรืออุปกรณ์สำคัญยังทำงานต่อเมื่อไฟดับ จึงค่อยพิจารณา Hybrid หรือระบบสำรองไฟที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
On-Grid กับ Hybrid ต่างกันอย่างไร?
| ประเด็น | On-Grid | Hybrid |
|---|---|---|
| มีแบตเตอรี่ | ไม่มีเป็นหลัก | มีแบตเตอรี่ |
| ใช้ Solar ช่วงกลางวัน | ดี | ดี |
| สำรองไฟเมื่อไฟดับ | โดยทั่วไปไม่ได้ | ทำได้ หากออกแบบรองรับ |
| ต้นทุนติดตั้ง | โดยทั่วไปต่ำกว่า | โดยทั่วไปสูงกว่า |
| ความซับซ้อน | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
| เหมาะกับการลดค่าไฟ | เหมาะมากในหลายกรณี | เหมาะ |
| เหมาะกับร้านที่ต้องการไฟสำรอง | ไม่ใช่จุดเด่น | เหมาะกว่า |
| แนวโน้มระยะคืนทุน | โดยทั่วไปสั้นกว่า | โดยทั่วไปยาวกว่า |
ดังนั้นไม่ได้หมายความว่า On-Grid “ดีกว่า” Hybrid ทุกกรณี
แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านที่พูดว่า
“ผมอยากลดค่าไฟ และอยากให้เงินลงทุนคืนทุนเร็วที่สุดเท่าที่เหมาะสม”
On-Grid มักเป็นระบบแรก ๆ ที่ควรนำมาประเมิน
ค่าไฟ 5,000 บาท ติดโซลาร์เซลล์ช่วยได้เท่าไหร่?
สมมติร้านมีค่าไฟเฉลี่ย 5,000 บาท/เดือน
สิ่งที่ต้องทำก่อนคือแปลงยอดค่าไฟเป็นภาพของการใช้พลังงาน เช่น จำนวนหน่วยไฟฟ้า kWh ต่อเดือน เพราะยอดเงินบาทอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าร้านใช้ไฟอย่างไร
เพื่อให้เห็นภาพ บทความนี้ใช้ สมมติฐานเพื่อการประมาณการ ดังนี้
- Solar 1 kW ผลิตไฟได้เฉลี่ยประมาณ 1,300 kWh/ปี หรือประมาณ 108 kWh/เดือน
- มูลค่าของไฟ Solar ที่นำมาใช้เองสมมติประมาณ 4 บาท/kWh
- ระบบไม่มีเงาบังรุนแรง
- หลังคาและทิศทางติดตั้งอยู่ในระดับที่เหมาะสม
- ผลผลิตจริงอาจแตกต่างจากสมมติฐาน
ดังนั้น Solar 3 kW อาจผลิตได้ประมาณ
3 × 108 = 324 kWh/เดือน
หากไฟส่วนใหญ่ถูกใช้ภายในร้านเอง มูลค่าพลังงานที่นำมาใช้แทนไฟจากการไฟฟ้าอาจอยู่ราว
324 × 4 = 1,296 บาท/เดือน
หรือประมาณ 15,500 บาท/ปี
แต่ตัวเลขนี้ ไม่ใช่คำรับประกันว่าจะลดบิลได้ 1,296 บาททุกเดือน
เพราะถ้าร้านใช้ไฟช่วงกลางวันน้อย ไฟ Solar บางส่วนอาจไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เท่าที่ควร
ตัวอย่างร้านค่าไฟ 5,000 บาท
| รายการ | ตัวอย่างประมาณการ |
|---|---|
| ค่าไฟเดิม | 5,000 บาท/เดือน |
| ระบบที่นำมาเป็นตัวอย่าง | 3 kW |
| Solar ผลิตไฟ | ~324 kWh/เดือน |
| มูลค่าพลังงานที่ใช้เอง | ~1,300 บาท/เดือน |
| ประหยัดต่อปี | ~15,500 บาท/ปี |
| เงินลงทุนตัวอย่าง | ต้องดูราคาเสนอจริง |
| คืนทุน | ต้องคำนวณจากต้นทุนจริงและพลังงานที่ใช้เอง |
ประเด็นสำคัญ: ค่าไฟ 5,000 บาทไม่ได้แปลว่าควรติด 3 kW เสมอไป ตัวเลขนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับการวิเคราะห์
ค่าไฟ 8,000 บาท ติด Solar แล้วคุ้มขึ้นไหม?
ร้านที่จ่ายประมาณ 8,000 บาท/เดือน เริ่มมีต้นทุนพลังงานที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ Solar มากขึ้น โดยเฉพาะถ้าร้านเปิดช่วงกลางวัน
สมมติให้ร้านมีโหลดกลางวันค่อนข้างสูง และพิจารณาระบบประมาณ 5 kW เป็นตัวอย่าง
ถ้าใช้สมมติฐานเดียวกัน Solar 5 kW อาจผลิตได้ประมาณ
5 × 108 = 540 kWh/เดือน
หากพลังงานส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เองที่ประมาณ 4 บาท/kWh จะมีมูลค่าประมาณ
540 × 4 = 2,160 บาท/เดือน
หรือประมาณ 25,900 บาท/ปี
อีกครั้ง ตัวเลขนี้คือ แบบจำลองเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่ตัวเลขผลประหยัดที่รับประกัน
หากร้านใช้ไฟกลางวันมาก การใช้ไฟ Solar โดยตรงก็มีโอกาสสูงขึ้น แต่ถ้าร้านปิดช่วงบ่ายหรือใช้ไฟหลักตอนกลางคืน ผลลัพธ์จะต่างออกไป
ค่าไฟ 10,000 บาทขึ้นไป ควรติดกี่ kW?
นี่เป็นคำถามที่เจ้าของร้านถามกันบ่อยมาก
แต่คำตอบที่ถูกต้องคือ ยังตอบไม่ได้จากยอด 10,000 บาทเพียงอย่างเดียว
เพราะค่าไฟ 10,000 บาทอาจมาจาก
- ร้านใช้ไฟจำนวนมากแต่ใช้ตอนกลางคืน
- ร้านใช้ไฟจำนวนมากช่วงกลางวัน
- มีเครื่องปรับอากาศหลายตัว
- มีตู้แช่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
- มีอุปกรณ์ครัวกำลังสูง
- หรือมีลักษณะการคิดค่าไฟที่แตกต่างกัน
หากเป็นร้านที่เปิด 10.00–21.00 น. และมีโหลดกลางวันสูง ระบบประมาณ 5–10 kW อาจเป็นช่วงขนาดที่ควรนำมาศึกษาเป็นเบื้องต้น แต่ไม่ควรตีความว่า “ค่าไฟ 10,000 บาท = ต้องติด 10 kW”
ตัวอย่างจากแนวทางของ Sunnergy เองก็ใช้ช่วงค่าไฟเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น และระบุว่าการประเมินควรอิง บิลค่าไฟจริงและพฤติกรรมการใช้ไฟ ไม่ใช่เลือกขนาดจากยอดค่าไฟอย่างเดียว
หัวใจของความคุ้มค่า: ร้านใช้ไฟกลางวันกี่เปอร์เซ็นต์?
ถ้าจะให้เลือกตัวเลขเพียงหนึ่งอย่างที่ผมอยากให้เจ้าของร้านสนใจมากที่สุด นอกเหนือจากค่าไฟ ก็คือ
“ร้านใช้ไฟในช่วงกลางวันมากแค่ไหน?”
ลองดู 4 กรณีนี้
| ใช้ไฟช่วงกลางวัน | ความเหมาะสม | สิ่งที่ควรระวัง |
|---|---|---|
| 30% | ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ | มีโอกาสผลิต Solar แล้วใช้เองไม่เต็มที่ หากโหลดกลางวันต่ำ |
| 50% | น่าสนใจ | ควรออกแบบขนาดให้สัมพันธ์กับโหลดจริง |
| 70% | ดี | มีโอกาสใช้ไฟ Solar โดยตรงได้มาก |
| 80% | ดีมากในเชิงพฤติกรรมโหลด | ยังต้องดู Peak Load และขนาดระบบ ไม่ควรติดใหญ่เกินจำเป็น |
ถ้าใช้ไฟกลางวัน 30%
สมมติร้านเปิด 17.00–23.00 น. เป็นหลัก
Solar ผลิตไฟตอนกลางวัน แต่ร้านยังไม่เปิดหรือใช้ไฟน้อยในช่วงนั้น
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า Solar ผลิตไฟไม่ได้ แต่คือ ผลิตมาแล้วร้านไม่ได้ใช้เองมากพอ
ถ้าใช้ไฟกลางวัน 50%
เริ่มน่าสนใจขึ้น เพราะมีโหลดในช่วง Solar ผลิตไฟ แต่ขนาดระบบต้องสัมพันธ์กับโหลดจริง
ถ้าใช้ไฟกลางวัน 70%
นี่เป็นลักษณะที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับ On-Grid เพราะมีโอกาสนำไฟ Solar มาใช้กับอุปกรณ์ในร้านโดยตรงได้มาก
ถ้าใช้ไฟกลางวัน 80%
ยิ่งน่าสนใจในแง่พฤติกรรมการใช้ไฟ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควรติดระบบใหญ่ที่สุด
เพราะ Solar ที่ใหญ่เกินโหลด อาจผลิตไฟมากเกินกว่าที่ร้านใช้ในบางช่วง
เป้าหมายจึงไม่ใช่ “ติดให้ใหญ่ที่สุด” แต่คือ “ติดให้เหมาะกับโหลด”
ลองดูตัวอย่างร้านอาหารจริงแบบง่าย ๆ
สมมติคุณเปิดร้านเวลา 10.00–21.00 น.
ในร้านมี
- แอร์ 3 เครื่อง
- ตู้แช่ 2 เครื่อง
- ตู้เย็น
- เครื่องทำน้ำแข็ง
- เครื่องดูดควัน
- ปั๊มน้ำ
- ไฟส่องสว่าง
- อุปกรณ์ครัวไฟฟ้า
ช่วง 10.00–16.00 น. มีการเตรียมอาหารและเปิดร้านเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันแอร์และตู้แช่ก็ทำงาน
ลองนึกภาพตอนประมาณ 13.00 น.
ร้านกำลังใช้ไฟ 7–8 kW ขณะที่ Solar ผลิตไฟได้ 4–5 kW
ไฟ Solar จึงสามารถช่วยรับภาระการใช้ไฟส่วนหนึ่ง และร้านยังดึงไฟจากการไฟฟ้าเฉพาะส่วนที่เหลือ
นี่คือสถานการณ์ที่ Solar On-Grid มีโอกาสสร้างประโยชน์ได้ดี
ตรงกันข้าม ถ้าร้านเปิด 18.00 น. และปิด 23.00 น. แม้ค่าไฟจะ 10,000 บาท แต่โหลดหลักเกิดหลังพระอาทิตย์ตก ความคุ้มค่าของ On-Grid อาจไม่เหมือนร้านแรก
แล้ว Solar จะลดค่าไฟร้านอาหารได้กี่เปอร์เซ็นต์?
คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือ ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่ใช้ได้กับทุกร้าน
ตัวเลขผลประหยัดอาจแตกต่างกันมากตาม
- ค่าไฟเดิม
- จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้
- สัดส่วนการใช้ไฟกลางวัน
- ขนาด Solar
- ทิศทางและองศาหลังคา
- เงาบัง
- ประสิทธิภาพของระบบ
- พฤติกรรมการใช้ไฟ
- ไฟที่ผลิตได้จริง
- อัตราค่าไฟและโครงสร้างค่าไฟ
นอกจากนี้ ค่า Ft ก็เปลี่ยนตามช่วงเวลา เช่น กกพ. ระบุว่า Ft สำหรับเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย และงวดกันยายน–ธันวาคม 2569 ยังคงอยู่ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย
ดังนั้นการใช้ “ค่าไฟเฉลี่ย X บาทต่อหน่วย” เพื่อคำนวณความคุ้มค่าควรถือเป็น สมมติฐานสำหรับการประเมิน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวตลอดอายุโครงการ
คำนวณคืนทุนอย่างไร?
สูตรพื้นฐานเข้าใจง่ายมาก
ระยะเวลาคืนทุน = เงินลงทุนติดตั้ง ÷ เงินที่ประหยัดได้ต่อปี
เช่น สมมติระบบหนึ่งมีต้นทุนติดตั้ง 150,000 บาท และประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ย 25,000 บาท/ปี
ระยะคืนทุนแบบง่ายคือ
150,000 ÷ 25,000 = 6 ปี
แต่ในงานจริงควรพิจารณามากกว่านี้ เพราะผลผลิต Solar ลดลงตามอายุและสภาพแวดล้อม ระบบมีค่า O&M บางส่วน และค่าไฟในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นอย่าเชื่อคำว่า “คืนทุน 3 ปีแน่นอน” หากยังไม่มีข้อมูลการใช้ไฟและข้อเสนอระบบจริง
อะไรทำให้คืนทุนเร็ว?
- ร้านมีค่าไฟสูง
- ใช้ไฟกลางวันมาก
- Solar ถูกนำไปใช้เองในร้านได้สูง
- ระบบมีขนาดเหมาะสม
- หลังคาไม่มีเงาบังมาก
- ราคาติดตั้งเหมาะสม
- ระบบทำงานได้มีประสิทธิภาพ
อะไรทำให้คืนทุนช้า?
- ใช้ไฟกลางวันน้อย
- ติดระบบใหญ่เกินโหลด
- หลังคามีเงาบัง
- ร้านเปิดช่วงเย็นเป็นหลัก
- ผลผลิต Solar ต่ำกว่าที่คาด
- เงินลงทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับพลังงานที่ใช้ได้จริง
อย่าดูแค่บิลค่าไฟ ต้องดู Load Profile ด้วย
ถ้าคุณกำลังคิดจะ ติดโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟ สิ่งที่ควรเตรียมให้ผู้ติดตั้งคือ
- บิลค่าไฟย้อนหลังอย่างน้อยหลายเดือน
- เวลาเปิด–ปิดร้าน
- รายการเครื่องใช้ไฟฟ้า
- กำลังไฟของอุปกรณ์แต่ละตัว
- ช่วงเวลาที่อุปกรณ์ทำงาน
- พื้นที่หลังคา
- ทิศทางหลังคา
- ตำแหน่งที่อาจเกิดเงาบัง
- ระบบไฟฟ้าปัจจุบัน เช่น 1 เฟสหรือ 3 เฟส
- ความต้องการสำรองไฟเมื่อไฟดับ
โดยเฉพาะ Load Profile มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เห็นว่าไฟถูกใช้ในเวลาใด ไม่ใช่เห็นเพียงยอดรวมปลายเดือน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบระบบสำหรับร้านอาหารควรเริ่มจาก “พฤติกรรมการใช้ไฟ” มากกว่าการใช้ตารางสำเร็จรูปว่า “ค่าไฟเท่านี้ต้องติดกี่ kW”
สรุป: ค่าไฟ 5,000 / 8,000 / 10,000 บาท ควรเริ่มต้นอย่างไร?
| ค่าไฟต่อเดือน | การใช้ไฟกลางวัน | ความเหมาะสมในการติด Solar | แนวทางระบบ | สิ่งที่ควรตรวจสอบ |
|---|---|---|---|---|
| 5,000 บาท | สูง | น่าสนใจหากมีโหลดกลางวัน | พิจารณา On-Grid ขนาดเล็ก | หน่วยไฟและโหลดกลางวัน |
| 8,000 บาท | สูง | น่าสนใจมากขึ้น | พิจารณา On-Grid เป็นตัวเลือกแรก | Load Profile + พื้นที่หลังคา |
| 10,000+ บาท | สูง | ควรประเมินอย่างจริงจัง | On-Grid หรือ Hybrid ตามวัตถุประสงค์ | โหลดกลางวัน, Peak, สำรองไฟ |
สิ่งสำคัญคือ ค่าไฟสูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าต้องติด Solar ใหญ่ขึ้นแบบเส้นตรง
บางร้านค่าไฟ 10,000 บาทอาจเหมาะกับระบบเล็กกว่าร้านที่ค่าไฟ 8,000 บาทก็ได้ หากพฤติกรรมการใช้ไฟแตกต่างกัน
แล้วร้านของคุณเหมาะกับโซลาร์เซลล์หรือไม่?
ลองตอบคำถาม 5 ข้อนี้
- ร้านมีค่าไฟประมาณ 5,000–10,000 บาทขึ้นไป หรือไม่?
- ร้านเปิดตั้งแต่ช่วงสายหรือกลางวันหรือไม่?
- มีแอร์ ตู้แช่ ตู้เย็น และอุปกรณ์ครัวทำงานในช่วงกลางวันหรือไม่?
- ค่าไฟเป็นต้นทุนที่รู้สึกว่ากระทบกำไรทุกเดือนหรือไม่?
- คุณต้องการ “ลดค่าไฟ” มากกว่าการ “มีไฟสำรองตอนดับ” หรือไม่?
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ ใช่ ก็ควรลองนำข้อมูลมาประเมิน Solar อย่างจริงจัง
โดยเฉพาะร้านที่ใช้ไฟกลางวัน 70–80% ของการใช้ไฟในช่วงที่ Solar ผลิตได้ ยิ่งมีเหตุผลที่จะศึกษาระบบ On-Grid ร้านอาหาร ก่อน เพราะสามารถนำไฟที่ผลิตได้มาใช้กับโหลดของร้านโดยตรง และโดยทั่วไปไม่ต้องแบกรับต้นทุนแบตเตอรี่แบบระบบ Hybrid
FAQ: คำถามที่เจ้าของร้านอาหารมักถาม
ร้านอาหารค่าไฟ 5,000 บาท ติดโซลาร์เซลล์คุ้มไหม?
อาจคุ้ม หากร้านใช้ไฟช่วงกลางวันมากและมีโหลดสม่ำเสมอ แต่ต้องเทียบเงินลงทุนกับพลังงานที่ Solar สามารถผลิตและนำมาใช้เองได้จริง ไม่ควรตัดสินจากค่าไฟ 5,000 บาทเพียงอย่างเดียว
ค่าไฟ 10,000 บาทควรติดโซลาร์เซลล์กี่ kW?
ยังตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ ค่าไฟ 10,000 บาทอาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ไฟที่แตกต่างกันมาก ควรดูหน่วย kWh, Load Profile, เวลาเปิดร้าน และกำลังไฟของอุปกรณ์ก่อนออกแบบ
ร้านอาหารควรใช้ On-Grid หรือ Hybrid?
ถ้าเป้าหมายหลักคือ ลดค่าไฟและควบคุมเงินลงทุน On-Grid มักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าต้องการไฟสำรองเมื่อไฟดับ Hybrid อาจเหมาะกว่า
ติดโซลาร์เซลล์แล้วค่าไฟจะเหลือ 0 บาทไหม?
ไม่ควรคาดหวังเช่นนั้นโดยอัตโนมัติ เพราะร้านยังอาจใช้ไฟตอนกลางคืนหรือช่วงที่ Solar ผลิตไม่พอ และยังมีองค์ประกอบของค่าไฟอื่น ๆ ตามโครงสร้างอัตราที่ใช้จริง
ถ้าร้านเปิดตอนกลางคืน ติด Solar คุ้มไหม?
อาจคุ้มน้อยกว่าร้านที่ใช้ไฟกลางวันมาก เพราะ Solar ผลิตไฟในช่วงที่ร้านยังไม่ใช้ไฟ หากต้องการใช้พลังงาน Solar ตอนกลางคืน อาจต้องพิจารณาระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติม ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
โซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟร้านอาหารได้กี่บาท?
ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกร้าน ควรคำนวณจาก ไฟที่ Solar ผลิตได้ × สัดส่วนที่ร้านนำมาใช้เอง × มูลค่าของไฟที่หลีกเลี่ยงการซื้อจากการไฟฟ้า แล้วนำไปเทียบกับเงินลงทุน
ต้องดูอะไรบ้างก่อนออกแบบระบบ?
อย่างน้อยควรดูบิลค่าไฟย้อนหลัง หน่วยการใช้ไฟ เวลาเปิดร้าน อุปกรณ์ไฟฟ้า Load Profile ระบบไฟฟ้า พื้นที่หลังคา ทิศทางหลังคา และเงาบัง
สรุป: ก่อนตัดสินใจติด Solar ให้ถามว่า “ร้านใช้ไฟตอนไหน?”
ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารและกำลังจ่ายค่าไฟเดือนละ 5,000–10,000 บาท++ อย่าเพิ่งตัดสินใจจากคำว่า “ค่าไฟสูง = ต้องติด Solar ใหญ่”
ให้เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า
“ช่วงที่ Solar ผลิตไฟ ร้านของฉันกำลังใช้ไฟอยู่มากแค่ไหน?”
ถ้าร้านเปิดกลางวัน มีแอร์ ตู้แช่ ตู้เย็น เครื่องทำน้ำแข็ง เครื่องดูดควัน และอุปกรณ์ครัวทำงานพร้อมกัน โอกาสในการใช้ไฟ Solar โดยตรงก็มีมากขึ้น
ในทางกลับกัน ถ้าร้านใช้ไฟหลักช่วงกลางคืน การออกแบบก็ต้องคิดอีกแบบ
ดังนั้น โซลาร์เซลล์ร้านอาหารที่คุ้มค่า ไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุด แต่ควรเป็นระบบที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ไฟจริงมากที่สุด
หากคุณกำลังพิจารณาอยู่ สามารถเตรียม บิลค่าไฟย้อนหลัง + เวลาเปิดร้าน + รายการอุปกรณ์ไฟฟ้าหลัก แล้วให้ Sunnergy Technology ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ว่า ร้านของคุณเหมาะกับระบบประมาณไหน และควรเริ่มจาก On-Grid หรือพิจารณา Hybrid โดยข้อมูลจาก Sunnergy ระบุว่ามีบริการออกแบบและติดตั้งระบบ Solar ทั้ง On-Grid, Off-Grid และ Hybrid รวมถึงให้คำปรึกษาด้านการออกแบบระบบ
เป้าหมายของการประเมินไม่ใช่การหาว่า “ติดได้กี่ kW” แต่คือการหาว่า “ติดเท่าไหร่จึงเหมาะกับการใช้ไฟของร้านและให้ผลตอบแทนสมเหตุสมผล”
สนใจติดตั้งโซล่าเซลล์กับ Sunnergy
เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี! พร้อมสำรวจหน้างานและออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

โทร. 061545-5353 /061-660-3555 / 02-048-8991
