ถ้าคุณเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของชำ ร้านหมูกระทะ ร้านสะดวกซื้อ หรือธุรกิจที่ต้องเปิดตู้เย็นและตู้แช่เป็นเวลานาน ค่าไฟส่วนหนึ่งอาจมาจากอุปกรณ์ทำความเย็นที่ต้องทำงานตลอดทั้งวัน แม้ตู้จะไม่ได้ดึงไฟเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมงก็ตาม
คำถามที่ตามมาคือ ติดโซลาร์เซลล์แล้วจะช่วยลดค่าไฟตู้เย็น–ตู้แช่ได้มากแค่ไหน และควรติดระบบขนาดกี่ kW จึงจะคุ้ม?
คำตอบไม่ได้ดูจากจำนวนตู้หรือกำลังไฟบนฉลากเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งสำคัญคือ ตู้ใช้ไฟช่วงเวลาไหน ใช้ไฟจริงเท่าไร และมีโหลดอื่นทำงานพร้อมกันหรือไม่
Sunnergy ให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบจาก Load Profile หรือรูปแบบการใช้ไฟตามช่วงเวลา ร่วมกับพฤติกรรมการใช้งานจริง พื้นที่ติดตั้ง และลักษณะของโหลด เพื่อประเมินขนาดระบบที่เหมาะสม แทนที่จะเลือก Solar จากค่าไฟหรือจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว
แนวคิดสำคัญคือ ระบบที่คุ้มไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุด แต่ควรเป็นระบบที่ผลิตไฟสอดคล้องกับการใช้ไฟจริงมากที่สุด
ตู้เย็นและตู้แช่ใช้ไฟอย่างไร ทำไมค่าไฟจึงสูง?
ตู้เย็นและตู้แช่แตกต่างจากอุปกรณ์บางชนิดที่เปิดแล้วใช้กำลังไฟคงที่ตลอดเวลา เพราะมี Compressor หรือคอมเพรสเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่อัดสารทำความเย็นเพื่อถ่ายเทความร้อนออกจากภายในตู้
เมื่ออุณหภูมิภายในตู้สูงขึ้น ระบบจะสั่งให้ Compressor ทำงานเพื่อดึงอุณหภูมิกลับลงมา เมื่อถึงระดับที่กำหนด Compressor จะหยุดหรือทำงานในรอบที่ลดลง ก่อนจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อจำเป็น
ดังนั้น หากเห็นว่าตู้แช่ระบุว่ากำลังไฟ 500 W ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ไฟ 500 W ตลอด 24 ชั่วโมง
kW กับ kWh ต่างกันอย่างไร?
สองหน่วยนี้มักทำให้คนที่กำลังคำนวณค่าไฟสับสน
kW (กิโลวัตต์) = ขนาดกำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ใช้ ณ ขณะหนึ่ง
kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) = ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้สะสมตามเวลา และเป็นหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการคิดค่าไฟ
ตัวอย่างเช่น หากอุปกรณ์ใช้กำลังไฟ 1 kW และทำงานต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง จะใช้พลังงานประมาณ
1 kW × 3 ชั่วโมง = 3 kWh
แต่สำหรับตู้เย็นหรือตู้แช่ การคำนวณจริงจะซับซ้อนกว่านั้น เพราะ Compressor ไม่ได้ทำงานเต็มกำลังตลอดเวลา
ทำไมดูวัตต์บนฉลากอย่างเดียวจึงไม่พอ?
กำลังไฟที่ระบุบนฉลากช่วยบอกขนาดทางไฟฟ้าของอุปกรณ์ แต่ไม่ได้บอกปริมาณพลังงานที่ใช้จริงในแต่ละวันทั้งหมด
การใช้ไฟจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ขนาดและชนิดของตู้
- อุณหภูมิที่ตั้งไว้
- อุณหภูมิภายนอก
- ความถี่ในการเปิดตู้
- ปริมาณสินค้าในตู้
- ประสิทธิภาพของฉนวน
- สภาพของ Compressor
- การระบายความร้อนด้านหลังตู้
- ระยะเวลาที่เปิดใช้งาน
เพราะเหตุนี้ การประเมินระบบโซลาร์เซลล์จึงควรดูข้อมูลการใช้ไฟจริงประกอบ
โซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟตู้เย็น–ตู้แช่ได้อย่างไร?
หลักการของระบบโซลาร์เซลล์แบบ On-Grid สามารถมองง่าย ๆ ได้ดังนี้
Solar Panel → ผลิตไฟฟ้าช่วงกลางวัน → จ่ายให้โหลดภายในสถานที่ → ลดไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบไฟฟ้าภายนอก
หากร้านเปิดตู้แช่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นในช่วงกลางวัน พลังงานจาก Solar สามารถช่วยรองรับโหลดเหล่านี้ได้
สิ่งสำคัญคือไม่ได้หมายความว่า “ตู้แช่รับไฟจากแผงโดยตรงตลอดเวลา” แต่ไฟฟ้าที่ผลิตจากระบบจะถูกนำมาใช้กับโหลดภายในระบบไฟฟ้าของสถานที่ และช่วยลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องดึงจากโครงข่าย
ตัวอย่างเช่น หากในช่วงกลางวันร้านมีโหลดรวม 5 kW และระบบโซลาร์เซลล์กำลังผลิตได้ 3 kW ในช่วงนั้น ระบบสามารถช่วยชดเชยการใช้ไฟจากภายนอกได้บางส่วน ส่วนที่เหลือจึงค่อยดึงจากระบบไฟฟ้าภายนอก
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ช่วงเวลาที่ใช้ไฟจึงสำคัญมาก
ตู้เย็น–ตู้แช่ใช้ไฟเท่านี้ ควรติดโซลาร์เซลล์กี่ kW?
การตอบคำถามนี้จากจำนวนตู้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ได้ขนาดระบบที่ไม่เหมาะสม
ควรประเมินอย่างน้อย 6 ขั้นตอน
1. ดูกำลังไฟของอุปกรณ์
เริ่มจากข้อมูลบนฉลากหรือสเปกของตู้ เช่น
- กำลังไฟ
- แรงดันไฟฟ้า
- กระแสไฟ
- ข้อมูลการใช้พลังงาน หากผู้ผลิตระบุไว้
ข้อมูลเหล่านี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมิน
2. ประเมินลักษณะการทำงาน
ตู้แช่ไม่ได้ทำงานเต็มกำลังตลอดเวลา จึงต้องพิจารณาว่า Compressor ทำงานเป็นรอบอย่างไร
สูตรพื้นฐานคือ
พลังงานที่ใช้ต่อวัน (kWh) = กำลังไฟ (kW) × ชั่วโมงที่ทำงาน
แต่สำหรับตู้แช่ ค่าชั่วโมงที่นำมาใช้ควรสะท้อนการทำงานจริง ไม่ใช่สมมติว่ากำลังไฟบนฉลากทำงานเต็มกำลัง 24 ชั่วโมง
หากมีข้อมูลพลังงานจากผู้ผลิต หรือข้อมูลจากมิเตอร์และอุปกรณ์ตรวจวัด จะช่วยให้การประเมินแม่นยำขึ้น
3. คำนวณการใช้ไฟโดยประมาณ
สมมติว่าอุปกรณ์หนึ่งมีช่วงกำลังไฟเฉลี่ยที่นำมาใช้คำนวณได้ประมาณ 0.4 kW และมีการทำงานเทียบเท่า 12 ชั่วโมงต่อวัน
0.4 × 12 = 4.8 kWh/วัน
ตัวเลขนี้เป็นเพียง ตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการคำนวณ ไม่ใช่ค่าการใช้ไฟของตู้แช่ทุกประเภท
4. รวมโหลดอื่นในสถานที่
นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก
ร้านหนึ่งอาจไม่ได้มีเฉพาะตู้เย็น แต่ยังมี
- เครื่องปรับอากาศ
- ไฟส่องสว่าง
- เครื่องชงกาแฟ
- เครื่องทำน้ำแข็ง
- ปั๊มน้ำ
- เตาไฟฟ้า
- เครื่องดูดควัน
- คอมพิวเตอร์
- เครื่อง POS
- อุปกรณ์อื่น ๆ
ดังนั้น การออกแบบระบบควรดู โหลดรวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตู้แช่
5. ดูว่าใช้ไฟช่วงกลางวันมากแค่ไหน
หากร้านเปิดตั้งแต่เช้าถึงเย็น และตู้แช่ทำงานต่อเนื่องในช่วงกลางวัน ระบบ On-Grid อาจมีโอกาสใช้พลังงาน Solar ได้มาก
ในทางกลับกัน หากสถานที่ใช้ไฟหนักช่วงกลางคืน แต่ใช้ไฟช่วงกลางวันน้อย การติดระบบขนาดใหญ่เกินความจำเป็นอาจไม่ได้ให้ประโยชน์ตามที่คาดหวัง
6. จึงค่อยประเมินขนาด Solar
หลังจากรู้การใช้ไฟและช่วงเวลาที่ใช้ไฟแล้ว จึงค่อยพิจารณาขนาดระบบ เช่น 3 kW, 5 kW, 10 kW หรือมากกว่านั้นตามลักษณะหน้างาน
ไม่ควรสรุปว่า “มีตู้แช่ 3 ใบ = ต้องติด Solar 5 kW” เพราะตู้แต่ละประเภทมีลักษณะการใช้พลังงานต่างกัน และร้านแต่ละแห่งมีโหลดรวมไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างการคำนวณขนาด Solar สำหรับร้านที่มีตู้แช่
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็น ข้อมูลสมมติสำหรับอธิบายหลักการ ไม่ใช่ข้อมูลลูกค้าจริง
กรณีที่ 1: ร้านของชำมีตู้แช่หลายใบ
สมมติร้านมีตู้แช่หลายเครื่อง และเปิดร้านประมาณ 10–12 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีการใช้ไฟหลักในช่วงกลางวัน
นอกจากตู้แช่ ยังมีไฟส่องสว่างและตู้เย็นสำหรับสินค้า
กรณีนี้สิ่งที่ควรดูคือ
ตู้แช่ + ตู้เย็น + ไฟส่องสว่าง + โหลดอื่น → Load Profile ช่วงกลางวัน
หากพบว่ามีการใช้ไฟช่วงกลางวันต่อเนื่อง ระบบ Solar On-Grid อาจออกแบบให้ผลิตไฟมาใช้กับโหลดเหล่านี้เป็นหลัก
กรณีที่ 2: ร้านอาหารมีตู้เย็น + ตู้แช่ + เครื่องปรับอากาศ
ร้านอาหารอาจมีโหลดหลายชนิดทำงานพร้อมกัน โดยเฉพาะช่วงกลางวัน เช่น
ตู้เย็น + ตู้แช่ + แอร์ + ไฟ + อุปกรณ์ครัว
ในกรณีนี้ การดูเฉพาะตู้แช่อาจทำให้ประเมินขนาดระบบต่ำเกินไป
ในทางกลับกัน หากเลือก Solar จากค่าไฟรวมโดยไม่ดูช่วงเวลาการใช้ไฟ ก็อาจได้ระบบที่ใหญ่เกินความเหมาะสม
จึงควรดูว่าโหลดหลักเกิดขึ้นเวลาใด และ Solar สามารถผลิตไฟมาชดเชยได้มากน้อยเพียงใด
กรณีที่ 3: คาเฟ่ที่มีตู้แช่และอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วงกลางวัน
คาเฟ่มักมีลักษณะการใช้ไฟที่ค่อนข้างสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ Solar ผลิตไฟ เช่น ตู้แช่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ระบบไฟ และเครื่องชงกาแฟ
หากรูปแบบการใช้ไฟเหมาะสม การออกแบบ On-Grid โดยเน้นการใช้ไฟที่ผลิตได้เองในช่วงกลางวันอาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ขนาดระบบจริงยังต้องประเมินจากข้อมูลการใช้ไฟ พื้นที่หลังคา ทิศทาง แสงเงา และข้อจำกัดทางไฟฟ้าของสถานที่
Load Profile สำคัญกว่าการดูจำนวนตู้แช่
Load Profile หมายถึงรูปแบบการใช้ไฟของสถานที่ในแต่ละช่วงเวลา
พูดง่าย ๆ คือเรากำลังตอบคำถามว่า
“ร้านนี้ใช้ไฟมากที่สุดช่วงไหน?”
ตัวอย่างเช่น ร้าน A อาจใช้ไฟสูงช่วง 09.00–18.00 น. ขณะที่ร้าน B อาจใช้ไฟหนักช่วง 18.00–23.00 น.
แม้ทั้งสองร้านจะมีค่าไฟต่อเดือนใกล้เคียงกัน แต่ระบบ Solar ที่เหมาะสมอาจไม่เท่ากัน
นี่คือเหตุผลที่ ค่าไฟไม่ได้เท่ากับขนาด Solar
ค่าไฟบอกว่าใช้ไฟและจ่ายเงินไปเท่าไรในช่วงหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกละเอียดว่าใช้ไฟช่วงเวลาใด และโหลดใดเป็นตัวหลัก
สำหรับงานออกแบบระบบ Sunnergy จึงให้ความสำคัญกับการดูข้อมูลการใช้ไฟและ Load Profile ควบคู่กับลักษณะอุปกรณ์และหน้างาน
ติด On-Grid หรือ Hybrid ถ้ามีตู้แช่?
On-Grid คืออะไร?
ระบบ On-Grid คือระบบที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าภายนอก โดย Solar ผลิตไฟมาใช้กับโหลดภายในสถานที่ และระบบไฟฟ้าภายนอกช่วยจ่ายไฟเมื่อ Solar ผลิตไม่พอ
เหมาะกับสถานที่ที่ต้องการเน้น ลดการซื้อไฟในช่วงที่มีการใช้ไฟและมี Solar ผลิตไฟ
ข้อควรเข้าใจคือ ระบบ On-Grid ทั่วไปไม่ได้ทำหน้าที่เป็นไฟสำรองเมื่อไฟฟ้าจากภายนอกดับ ดังนั้นหากไฟดับ ระบบจะมีเงื่อนไขการทำงานด้านความปลอดภัยที่ทำให้ไม่จ่ายไฟออกไปยังระบบภายนอกตามปกติ
Hybrid เหมาะเมื่อจำเป็นต้องมี Backup
ระบบ Hybrid สามารถทำงานร่วมกับ Battery หรือแบตเตอรี่ เพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ Solar ผลิตไฟไม่ได้
คำว่า Backup หมายถึงการมีระบบสำรองไฟให้กับโหลดที่ต้องการใช้งานเมื่อแหล่งจ่ายหลักมีปัญหา
สำหรับธุรกิจที่มีตู้แช่และสินค้าเน่าเสียง่าย เรื่องนี้อาจมีความสำคัญมากกว่าการลดค่าไฟเพียงอย่างเดียว
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องติด Battery ทุกกรณี เพราะแบตเตอรี่เพิ่มทั้งต้นทุนและความซับซ้อนของระบบ จึงควรพิจารณาจากความสำคัญของโหลด ระยะเวลาที่ต้องการสำรองไฟ และความคุ้มค่าของการลงทุน
ติดโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟตู้เย็น–ตู้แช่ คุ้มไหม?
คำตอบคือ มีโอกาสคุ้ม โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการใช้ไฟช่วงกลางวันต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถตัดสินจากจำนวนตู้แช่เพียงอย่างเดียว
โดยทั่วไป ปัจจัยที่ทำให้ระบบมีความน่าสนใจมากขึ้น ได้แก่
- ค่าไฟเดิมค่อนข้างสูง
- ใช้ไฟช่วงกลางวันเป็นจำนวนมาก
- มีตู้เย็นหรือตู้แช่หลายเครื่อง
- เปิดกิจการเป็นเวลานาน
- มีโหลดอื่นใช้ไฟร่วมกับตู้แช่
- มีพื้นที่ติดตั้ง Solar เพียงพอ
- หลังคาหรือพื้นที่ติดตั้งมีเงาบังไม่มาก
- ระบบไฟฟ้าของสถานที่สามารถรองรับการติดตั้งได้
ในทางกลับกัน หากสถานที่ใช้ไฟน้อยมาก หรือใช้ไฟหลักในช่วงกลางคืน การติด Solar ขนาดใหญ่ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียง
“ติด Solar กี่ kW?”
แต่ควรถามก่อนว่า
“เรากำลังใช้ไฟเท่าไร ใช้เมื่อไร และ Solar สามารถเข้ามาชดเชยการใช้ไฟส่วนใดได้บ้าง?”
วิธีคำนวณระยะเวลาคืนทุน Solar
Payback Period หรือระยะเวลาคืนทุน คือระยะเวลาที่เงินประหยัดจากระบบสะสมจนเทียบเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้น
สูตรพื้นฐานคือ
ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ = เงินลงทุน ÷ เงินที่ประหยัดได้ต่อปี
ตัวอย่างสมมติ
สมมติระบบ Solar มีเงินลงทุน 300,000 บาท
และจากการประเมินพบว่าสามารถลดค่าไฟได้เฉลี่ย 60,000 บาทต่อปี
ระยะเวลาคืนทุนแบบง่ายจะอยู่ที่
300,000 ÷ 60,000 = 5 ปี
ตัวเลขนี้เป็น ตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ประมาณการราคาหรือผลประหยัดสำหรับหน้างานจริง
ในสถานการณ์จริง การคำนวณควรพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติม เช่น การเปลี่ยนแปลงของค่าไฟ การผลิตไฟฟ้าของระบบ การเสื่อมประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ค่า O&M และรูปแบบการใช้ไฟที่เปลี่ยนไปในอนาคต
ทำไมแต่ละร้านคืนทุนไม่เท่ากัน?
แม้ติด Solar ขนาดเท่ากัน ระยะเวลาคืนทุนอาจแตกต่างกัน เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น
| ปัจจัย | ผลต่อความคุ้มค่า |
|---|---|
| ค่าไฟเดิม | ค่าไฟและปริมาณการใช้สูงขึ้นอาจเพิ่มมูลค่าของไฟ Solar ที่ใช้เอง |
| ช่วงเวลาการใช้ไฟ | ใช้ไฟช่วงที่ Solar ผลิตได้มากมีโอกาสใช้ไฟ Solar ได้มาก |
| ขนาดระบบ | ระบบใหญ่ขึ้นไม่ได้แปลว่าคุ้มขึ้นเสมอ หากผลิตเกินความต้องการ |
| พื้นที่ติดตั้ง | เงาบังและทิศทางมีผลต่อการผลิตไฟ |
| ประสิทธิภาพระบบ | อุปกรณ์และการออกแบบมีผลต่อพลังงานที่ผลิตได้ |
| เงินลงทุน | ต้นทุนเริ่มต้นมีผลโดยตรงต่อ Payback |
| พฤติกรรมการใช้ไฟ | หากเปลี่ยนเวลาการใช้งาน ผลประหยัดก็อาจเปลี่ยนตาม |
ตารางแนวทางเลือกขนาด Solar สำหรับร้านที่มีตู้แช่
ตารางนี้เป็น แนวทางเบื้องต้นเพื่อช่วยตั้งต้นการประเมิน ไม่ใช่สูตรกำหนดขนาดระบบจริง
| ลักษณะสถานที่ | การใช้ไฟ | ตู้เย็น/ตู้แช่ | ขนาด Solar ที่ควรพิจารณา | แนวทาง |
|---|---|---|---|---|
| ร้านขนาดเล็ก | ใช้ไฟไม่มาก | 1–2 เครื่อง | ระบบขนาดเล็ก | เริ่มจากดูค่าไฟและช่วงเวลาการใช้ไฟ |
| ร้านของชำ | ใช้ไฟกลางวันต่อเนื่อง | หลายเครื่อง | ขนาดเล็ก–กลาง | วิเคราะห์ Load Profile และโหลดร่วม |
| คาเฟ่ | ใช้ไฟกลางวัน | ตู้แช่ + ตู้เย็น | ขนาดตามโหลด | ดูการทำงานของเครื่องปรับอากาศและเครื่องชงกาแฟร่วมด้วย |
| ร้านอาหาร | โหลดค่อนข้างสูง | หลายเครื่อง | ขนาดกลางขึ้นไป | ต้องประเมินโหลดครัวและช่วง Peak |
| ธุรกิจที่ต้องการ Backup | ใช้ไฟต่อเนื่อง | โหลดสำคัญ | พิจารณา Hybrid | ประเมินโหลดที่จำเป็นต้องสำรองและขนาด Battery |
ไม่ควรเลือกขนาด Solar จากจำนวนตู้แช่เพียงอย่างเดียว เพราะกำลังไฟและรูปแบบการใช้งานของแต่ละเครื่องแตกต่างกัน
ก่อนติด Solar ควรเก็บข้อมูลอะไรบ้าง?
หากต้องการประเมินให้ใกล้เคียงการใช้งานจริง ควรเตรียมข้อมูล เช่น
- ค่าไฟย้อนหลัง
- หน่วยไฟฟ้า kWh ต่อเดือน
- เวลาที่เปิดร้าน
- จำนวนตู้เย็นและตู้แช่
- ข้อมูลกำลังไฟหรือรุ่นของอุปกรณ์
- เครื่องปรับอากาศและโหลดหลักอื่น
- เวลาที่โหลดแต่ละชนิดทำงาน
- พื้นที่ติดตั้ง Solar
- ทิศทางหลังคาและเงาบัง
- ความต้องการ Backup หากไฟดับ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การออกแบบขยับจาก “การประมาณจากค่าไฟ” ไปสู่ “การออกแบบตามพฤติกรรมการใช้ไฟจริง”
สรุป: ติดโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟตู้เย็น–ตู้แช่ คุ้มไหม?
การติดโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยลดค่าไฟจากตู้เย็นและตู้แช่ มีโอกาสคุ้ม โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ไฟช่วงกลางวันและมีโหลดทำงานต่อเนื่อง แต่ไม่ควรตัดสินจากจำนวนตู้หรือกำลังไฟบนฉลากเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรดูตั้งแต่ต้นคือ
ค่าไฟ → kWh → Load Profile → ช่วงเวลาการใช้ไฟ → โหลดหลัก → Solar Size → พื้นที่ติดตั้ง → ความคุ้มค่า
หากร้านมีตู้แช่หลายเครื่อง แต่ใช้ไฟหลักในช่วงกลางวัน ระบบ On-Grid อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลดการซื้อไฟจากภายนอก
แต่หากต้องการให้ตู้แช่หรือโหลดสำคัญทำงานต่อเมื่อไฟฟ้าภายนอกดับ ควรพิจารณาระบบ Hybrid และ Battery เพิ่มเติม โดยต้องคำนวณจากโหลดที่ต้องการสำรองและระยะเวลาที่ต้องการใช้งานจริง
ท้ายที่สุด การติดโซลาร์เซลล์ที่คุ้ม ไม่ใช่การติดระบบที่ใหญ่ที่สุด แต่คือการออกแบบระบบให้เหมาะกับรูปแบบการใช้ไฟจริง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Solar สำหรับตู้เย็นและตู้แช่
ตู้แช่กินไฟวันละกี่หน่วย?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับตู้แช่ทุกเครื่อง เพราะขึ้นอยู่กับขนาด ประสิทธิภาพ อุณหภูมิที่ตั้ง ความถี่ในการเปิด และการทำงานของ Compressor ควรดูข้อมูลการใช้พลังงานของรุ่นนั้นหรือวัดการใช้ไฟจริงเพื่อประเมินให้แม่นยำขึ้น
ติดโซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟตู้แช่ได้ไหม?
ช่วยได้ หาก Solar ผลิตไฟในช่วงที่ตู้แช่และโหลดอื่นกำลังใช้ไฟ โดยระบบจะช่วยลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบไฟฟ้าภายนอก โดยเฉพาะในระบบ On-Grid ที่มีการใช้ไฟช่วงกลางวัน
ตู้เย็นหลายเครื่องควรติดโซลาร์กี่ kW?
ไม่สามารถกำหนดจากจำนวนตู้ได้โดยตรง ควรดูข้อมูลกำลังไฟ การใช้พลังงานจริง โหลดอื่น และช่วงเวลาการใช้งานร่วมกันก่อน จึงประเมินขนาดระบบที่เหมาะสม
ร้านของชำควรติดโซลาร์เซลล์กี่ kW?
ขึ้นอยู่กับค่าไฟ ปริมาณการใช้ไฟ ช่วงเวลาที่ร้านเปิด จำนวนตู้แช่ และโหลดอื่น ๆ ร้านของชำที่ใช้ไฟกลางวันต่อเนื่องอาจมีความเหมาะสมกับ Solar มากกว่าร้านที่ใช้ไฟหลักในช่วงกลางคืน แต่ขนาดจริงต้องประเมินจากข้อมูลหน้างาน
ติดโซลาร์เซลล์แล้วตู้แช่ยังทำงานกลางคืนได้ไหม?
ได้ ระบบไฟฟ้าภายนอกยังสามารถจ่ายไฟให้โหลดในช่วงที่ Solar ไม่ผลิตไฟ สำหรับระบบ On-Grid ทั่วไป แต่หากต้องการให้ตู้แช่ทำงานต่อในกรณีไฟดับ จำเป็นต้องพิจารณาระบบสำรองไฟ เช่น Hybrid และ Battery
On-Grid เหมาะกับร้านที่มีตู้แช่หรือไม่?
มีโอกาสเหมาะ โดยเฉพาะร้านที่มีการใช้ไฟช่วงกลางวันอย่างต่อเนื่อง เพราะ Solar สามารถช่วยจ่ายไฟให้กับโหลดภายในสถานที่ในช่วงที่ผลิตไฟได้ อย่างไรก็ตาม ต้องประเมิน Load Profile ก่อนเลือกขนาดระบบ
ต้องใช้แบตเตอรี่หรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี หากเป้าหมายหลักคือการลดการซื้อไฟในช่วงกลางวัน ระบบ On-Grid อาจเพียงพอ แต่หากต้องการไฟสำรองเมื่อไฟดับหรืออยากเก็บพลังงานไว้ใช้ภายหลัง อาจพิจารณา Hybrid + Battery
โซลาร์เซลล์คืนทุนกี่ปี?
ไม่มีระยะเวลาที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเงินลงทุน ปริมาณไฟที่ Solar ผลิตได้ ปริมาณไฟที่นำมาใช้เอง ค่าไฟ และรูปแบบการใช้ไฟของสถานที่ ระยะเวลาคืนทุนควรคำนวณจากข้อมูลจริงของแต่ละหน้างาน
สนใจติดตั้งโซล่าเซลล์กับ Sunnergy
เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี! พร้อมสำรวจหน้างานและออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

โทร. 061545-5353 /061-660-3555 / 02-048-8991
